ตรงนี้นี่คือโฆษณาที่น่าสนใจเชิญให้ท่านลิ้มลอง




เพศสัมพันธ์..ปัญหาสำคัญของชีวิตคู่

07:48 eakky 0 Comments

เพศสัมพันธ์..ปัญหาสำคัญของชีวิตคู่
เพศสัมพันธ์

       เรื่องราวของเพศสัมพันธ์ การแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดก็คือ การพูดคุยกัน และหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ผู้หญิง อยากได้จากผู้ชายก็คือ หลังจากมีเพศสัมพันธ์ให้มีการโอบรัด สัมผัสซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งเอ่ยคำหวาน หยอดคำชมต่ออีกสักเล็กน้อย เสมือนเป็นการวอร์มดาวน์ของนักกีฬาหลังจากแข่งในเกมสำคัญ แต่เรื่องนี้ผู้ชายน้อยคนนักที่จะสนใจฟัง เพราะมัวแต่คิดว่าการอึด ทน นาน หรือเทคนิคดีๆ ต่างหากที่จะทำให้ฝ่ายหญิงมีความสุขในเพศสัมพันธ์มากกว่า ความเข้าใจผิดนี้สั่งสมมานาน จนกระทั่งไม่มีใครให้ความสำคัญ ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว สัมผัสโอบรัดหลังเพศสัมพันธ์ จะเป็นส่วนช่วยให้เพศสัมพันธ์ทั้งในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

       ผู้ชายส่วนใหญ่แล้ว คิดว่าการทำ After Play เป็นเรื่องไร้สาระ หลอกลวง เหลวไหล และไม่จำเป็นที่จะต้องทำ เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่า สิ่งที่ได้ทำมาระหว่างมีเพศสัมพันธ์กันนั้น ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งนั่นเป็นเพียงในความคิดของคุณผู้ชายเท่านั้น เพราะฝ่ายหญิงละเอียดอ่อน และลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ

       เมื่อไรก็ตามที่ผู้ชายบรรลุถึงจุดสุดยอดแล้ว เจ้าหนูที่เคยชูชันเป็นสง่าก็กลับห่อเหี่ยวอ่อนปวกเปียก รวมไปถึงอัตราการเต้นของหัวใจก็ลดลงเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ ความดันโลหิตก็เช่นกัน นั่นเป็นสิ่งที่ฝ่ายชายได้พบเจอเสมอๆ ในช่วงเวลาที่ถึงจุดสุดยอด ในทางกลับกัน กว่าที่ฝ่ายหญิงจะมีอารมณ์คึกคักตื่นตัวในเรื่องเพศ ก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่า และการจะกลับสู่ภาวะปกติ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาที่นานกว่าเช่นเดียวกัน

        เช่นนั้นแล้ว เรื่องง่ายๆ ที่ผู้ชายไม่รู้อย่างการทำ After Play เพื่อให้ฝ่ายหญิงได้ผ่อนคลายจากบทรักที่เร้าร้อนนับเป็นสิ่งที่จำเป็น การกระทำแบบพลิกตัวกลับหันหลัง หรือลุกเดินเพื่อไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้สบายตัว สบายใจ นับเป็นวิถีที่จะทิ้งให้ความรู้สึกของฝ่ายหญิงเหินห่าง แม้จะไม่ทำให้ห่างเหินหรือเลิกรากันในเร็ววัน แต่ก็ถือเป็นการบั่นทอนชีวิตรักให้สั้นลงในทางอ้อมๆ อีกด้วย

       การทำ After Play เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าหากฝ่ายชายไม่ยอมเริ่มทำ ก็ยากที่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง และถามถึง เช่นนั้นแล้ว เราก็ควรเป็นผู้ริเริ่ม และหากได้มีการพูดคุยกันหลังเพศสัมพันธ์จบลง ก็อาจจะบอกถึงประโยชน์หรือความรู้สึกที่ได้รับว่า จะรู้สึกดีแค่ไหน หากได้มีการพูดคุยกันบ้างหลังการมีเพศสัมพันธ์ และการทำ After Play ไม่จำเป็นจะต้องมีทุกครั้งก็ได้
       ประโยชน์ของ After Play นั้น นอกจากจะได้รับความสุขที่เต็มที่แล้ว ยังทำให้ชีวิตประจำวันที่จะเป็นไปราบรื่นอีกด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำ After Play เปรียบเสมือนการเล้าโลมล่วงหน้าก่อนการมีเพศสัมพันธ์ในครั้งถัดไป หลายๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่า การเล้าโลม เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการมีเพศสัมพันธ์ หากแต่ถูกละเลยอยู่บ่อยครั้ง และจะดีแค่ไหน ถ้าการทำ After Play จะเสมือนคุณได้เล้าโลมภรรยาคุณเนิ่นนานตั้งแต่เพศสัมพันธ์ครั้งก่อน และเมื่อครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็จะยิ่งทำให้เพศสัมพันธ์ของคุณกับภรรยา ดีวันดีคืน

       ทั้งหมดทำได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณ After Play






ที่มา...MixMagazine

0 ความคิดเห็น:

รับมือ .... แฟนตัวร้ายขี้โมโห

07:45 eakky 0 Comments

รับมือ .... แฟนตัวร้ายขี้โมโห
ขี้โมโห

       คบกันไปก็ยิ่งมั่นใจว่า ‘เขา’ ขี้โมโห โดยไร้เหตุผล คุยกันทีไรก็มีเรื่องทุกครั้ง ยิ่งถ้าสวนกลับทันทีก็ยิ่งไปกันใหญ่ มาดูวิธีรับมือ ‘คนขี้โมโห’ กันหน่อยว่าเราจะเอาอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่ใจเย็นลงเท่านั้น งานสำคัญแบบนี้ต้องวางแผนและจัดการให้อยู่หมัด

   งดคำพูดที่ระบุว่าเขาผิด

      เมื่อเขากำลังปรี๊ด อย่าได้ไปกระทุ้งอารมณ์ด้วยการบอกว่าเขาควรหยุดแล้วบอกข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เขากระทำ หรือบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะนั่นจะทำให้บทสนทนาเริ่มเดือดขึ้นไปกว่าเดิม การป้องกันตัวโดยบอกว่าเขาไม่ผิด และเราคือคนผิดคือกฎข้อแรกของการรับมือกับคนขี้โมโหเลยล่ะ

   เป็นนักฟังที่ดี

      การเป็นคู่สนทนาที่ดีฟังในสิ่งที่เขากำลังพูดโดยเฉพาะเมื่อเขาตั้งใจพูดกับเรา จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ ปล่อยให้เขาพูดสิ่งที่คับข้องใจเพื่อเป็นการระบายออกมา แต่ทั้งนี้ใช่ว่าจะต้องเห็นด้วยหรือเออออไปซะทุกเรื่อง เพราะเขาจะรับรู้ได้ว่าเรากำลังโกหก ขอเพียงให้รับรู้ว่าเราพร้อมที่จะรับฟังเสมอ

   ความรัก เท่ากับอดทน

      การอดทนไม่ได้แปลว่าเงียบใส่กัน แต่คือการยอมรับว่าแต่ละคนต่างมีที่มาต่างกัน มีนิสัยเดิมต่างกัน และต้องยอมรับว่าชีวิตคู่ควรพบกันคนละครึ่งทาง ลองใช้ความเย็นสยบร้อน เข้าใจถึงความแตกต่างทางอารมณ์และอดทนหากเรารู้ว่าเขาจะหยุดแค่นั้น แต่หากถึงขั้นทำร้ายร่างกายควรเข้าสู่เรื่องของกฎหมายเพื่อความปลอดภัยในอนาคตของเราด้วย

   เสาะหาต้นเหตุที่มา

      เขาอาจมีอารมณ์ค้างมาจากสาเหตุอื่นหรือมีเรื่องราวที่สะสมจากอดีตจนเกิดเป็นความไม่พอใจรูปแบบต่างๆ ลองหาสาเหตุที่นำมาซึ่งความไม่พอใจนี้ เช่น บางคนจะหงุดหงิดทุกครั้งกับเรื่องบางเรื่อง บางทีนั่นอาจเป็นเพราะเขาเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีมาก่อนในอดีต ควรพูดคุย ถามไถ่ และให้กำลังใจกัน ก็จะช่วยให้ปัญหาในใจคลี่คลายลงได้บ้าง

   รอเวลาที่เหมาะสม

      หากเขากำลัง ‘ของขึ้น’ งานนี้เห็นทีจะต้องเป็นฝ่ายข่มใจไว้ก่อน เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง ไม่ขอแนะนำเลยที่จะรีบหาข้อตกลงตอนที่กำลังของขึ้นทั้งคู่ รอเวลาที่อารมณ์ของเขาและเราเย็นลงเสียก่อนดีกว่า และในระหว่างนี้เรายังได้ทบทวนถึงสิ่งที่อยากพูดจริงๆ และอาจจะเจอสาเหตุของปัญหาก็ได้

   ยอมรับถ้าคุณเป็นคนผิด

       กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อเราเป็นคนสร้างปัญหาจนเกิดนาทีวิกฤต ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเราควรขอโทษแล้วถอยออกมาจากสถานการณ์นี้ก่อน และแม้ว่าบางกรณีที่ไม่มีใครผิดไปซะทีเดียว การตั้งกฎว่าต้องรู้จักขอโทษกัน จะช่วยลดปัญหาเรื่องอารมณ์ได้ดีทีเดียว จากนั้น จึงค่อยปรับความเข้าใจกันภายหลัง





ที่มา...Lisa

0 ความคิดเห็น:

เงียบไว้ดีกว่า หากคิดจะพูดกับสามีด้วยประโยคเหล่านี้

07:42 eakky 0 Comments

เงียบไว้ดีกว่า หากคิดจะพูดกับสามีด้วยประโยคเหล่านี้
คำพูด

      การใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างสามีกับภรรยา ด้วยพื้นฐานจากความรัก ความเข้าใจ บวกด้วยความซื่อสัตย์ เชื่อใจ และไม่โกหกกัน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตคู่ให้ยืนยาว แต่หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้นก็จะเห็นว่า ยังมีองค์ประกอบอีกมากมายที่มีส่วนในการประคับประคองชีวิตคู่ ได้แก่ คำพูด ซึ่งเป็นส่วนที่มีผลกระทบกับชีวิตคู่มากมายทีเดียว อีกทั้งบางสถานการณ์จะดีหรือจะร้ายมันก็ขึ้นอยู่กับคำพูด หากไม่อยากให้ชีวิตคู่พัง ก็ควรงดพูดกับสามีด้วยประโยคเหล่านี้

    1. เรามีเรื่องต้องคุยกัน

      ประโยค 6 พยางค์ ที่สามีส่วนใหญ่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนทำร้ายจิตใจอย่างมาก เพราะในขณะที่คุณกำลังพูดคำเหล่านี้ออกมา ถึงแม้ในความจริงแล้วมันจะไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังจะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน เหมือนกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหลังจากท้องฟ้าเงียบสงบมากนาน

    2. ฉันไม่น่าแต่งงานกับคุณเลย

      เวลาที่โกรธหรือโมโหสามี หลายคนอาจจะพลั้งปากพูดคำนี้ออกมา ซึ่งมันดูเหมือนมันไม่น่าจะมีอะไรหลังจากที่พวกคุณคืนดีกัน แต่ลึก ๆ แล้วสามีก็ยังรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของคุณอยู่ไม่น้อย และยังคงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอดมา ซึ่งอาจแย่ลงกว่าเดิมจนต้องขอหย่า ถ้าได้ยินประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น คงจะดีกว่าหากคิดก่อนพูดทุกครั้ง

    3. ห้ามใส่เสื้อตัวนี้

      อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย หากผู้หญิงด้วยกันเองได้ยินสามีพูดแบบนี้ก็คงไม่ชอบเหมือนกัน เพราะไม่มีใครอยากโดนชี้นิ้วสั่งให้ทำตามคำบอกของผู้ปกครองเหมือนเด็กอายุ 2 ขวบ เป็นแน่ หากคุณไม่ชอบให้สามีใส่เสื้อผ้าที่เขากำลังหยิบมาสวมจริง ๆ ก็ควรใช้คำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกรื่นหู หรือเชิงให้คำแนะนำมากกว่าการบังคับแบบนี้

    4. คุณเป็นเหมือนแฟนเก่าฉันเลย

      ผู้ชายเกือบทั้งหมดชอบการแสดงความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาอยู่ในฐานะแฟน คนรัก หรือสามี ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไรตาม ก็ไม่ควรนำสามีที่กำลังคบหากันอยู่ ไปเปรียบเทียบกับอดีตสามีหรือแฟนเก่า เพราะมันเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าแฟนเก่ายังมีอิทธิพลกับคุณอยู่ แม้ในขณะนี้คุณจะใช้ชีวิตร่วมกับเขาแล้วก็ตาม

    5. ฉันไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีคุณ

      ประโยคสุดคลาสสิกที่ดูแล้วโรแมนติกสุด ๆ แบบนี้ ผู้หญิงคงรู้สึกดีไม่น้อยหากสามีบอกให้ฟัง แต่สำหรับผู้ชายหากพวกเขาได้ยินประโยคนี้บ้างจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกันทันที เพราะนอกจากเขาจะไม่รู้สึกอินไปกับประโยคสุดคลาสสิกเหมือนที่ผู้หญิงหลายคนคิดแล้ว ยังเป็นประโยคที่อาจทำให้เขามองว่า คุณเป็นของตายที่จะทำอะไรกับคุณก็ได้ทันที

    6. ผู้หญิงคนนั้นสวยกว่าฉันหรือเปล่า

      ถึงแม้ว่าผู้หญิงที่คุณกำลังพูดถึงจะดูสวยหรือน่ารักกว่า แต่คุณลองคิดให้ดี ๆ ว่า คุณอยากให้เขาตอบว่าใช่จริงหรือ ? เพราะลึก ๆ แล้วเชื่อว่าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถามแบบนั้นกับสามีของตัวเอง ก็เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัยว่าเขาไม่ได้คิดจะสนใจคนอื่นนอกจากคุณคนเดียว เพราะฉะนั้น น่าจะดีกับความสัมพันธ์ของพวกคุณมากกว่าหากไม่ถามคำถามนี้ออกไป

    7. ฉันไม่ชอบแม่ของคุณเลย

      ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงต่างก็รักแม่ด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งผู้ชายส่วนใหญ่ต่างก็มักจะเลือกคู่ครองและแต่งงานกับผู้หญิงที่มีลักษณะ หรือบางส่วนที่ดูคล้ายคลึงกับแม่ของตัวเองมากที่สุด เพราะฉะนั้น มันจึงกลายเป็นประโยคที่นอกจากจะทำร้ายจิตใจของเขาแล้ว ยังทำร้ายตัวคุณเองในทางอ้อมด้วย อีกทั้งไม่ต้องคาดหวังเลยว่าเขาจะอยู่ข้างคุณ เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    8. ไปกันเถอะ ก็พลาดแค่แมตช์เดียวเอง

      สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงควรรู้เอาไว้ ก็คือ ผู้ชายมีความสนใจในเรื่องของเกมกีฬามากกว่าที่คิด และสำหรับพวกเขาแล้วมันไม่ได้เป็นแค่แมตช์เดียวอย่างแน่นอน อีกทั้งพวกเขาก็มักจะมองว่า ไม่ว่าจะเป็นกีฬาแมตช์เล็ก หรือแมตช์ใหญ่ ต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ดังนั้นพวกเขาก็เลยไม่อยากออกไปไหนหรือทำอะไร ที่จะทำให้พวกเขาพลาดชมการแข่งขันแม้แต่แมตช์เดียว

    9. คุณรู้อะไรไหมว่า...แล้วไม่มีคำตอบ

      เมื่อไรก็ตามที่ผู้ชายได้ยินประโยคนี้ จะทำให้พวกเขาคิดไปไกลเท่าที่เขาสามารถทำได้ หรือทำอะไรก็ตามที่คุณไม่สามารถจะจินตนาการออกได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะพูดประโยคนี้ หรือประโยคที่มีความหมายแบบเดียวกันนี้กับสามีของคุณ

    10. ฉันดูอ้วนขึ้นไหม ถ้าใส่ชุดนี้

      หนึ่งในคำถามที่ตอบยากที่สุดสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่ ที่สำคัญพวกเขาก็อยากบอกให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณจะใส่ชุดไหนเขาก็ไม่แคร์ ถ้าเขารักคุณจริง เพราะจะอยู่ในชุดไหน คุณก็สวยในสายตาเขาเสมอ ถึงแม้ว่าชุดที่คุณกำลังสวมอยู่นั้นมันจะทำให้รูปร่างของคุณดูอ้วนกว่ารูปร่างจริงก็ตาม อีกทั้งรู้ดีว่าหากตอบไม่ดีก็จะทำให้คุณนอยด์เป็นวัน ๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากไม่เคยได้ยินเขาบอกว่า คุณอ้วนเวลาสวมเสื้อผ้าตัวไหนเลยสักครั้ง



ที่มา...กระปุกดอทคอม

0 ความคิดเห็น:

อาหารสำหรับสาวไอที

06:47 eakky 0 Comments

อาหารสำหรับสาวไอที

สาวไอที

       นอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีประโยชน์แล้ว ในทางตรงกันข้ามก็มีโทษต่อสุขภาพ อย่างร้ายกาจเช่นกัน

      การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้ระบบประสาทเสื่อม และเกิดโรคเครียด ภาพและตัวอักษร ที่เคลื่อนไหวอยู่หน้าจอนั้น มีโทษต่อสายตา และการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ อาจทำให้ปวดเอว และหัวไหล่ได้อีกด้วย

      ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีโทษอย่างไร เราก็ต้องใช้มันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จึงเสนอว่า ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ควรใส่ใจกับการกินอาหารที่บำรุงสุขภาพให้แข็งแรง และป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น

      อาหารกลางวัน ควรเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ปลา และถั่ว

      อาหารเย็น ควรเป็นอาหารเบา และรสจืด ซึ่งกินผัก เหมาะที่สุด

      นอกจากนี้ ยังควรกินอาหารบำรุงสมองและประสาทตา ได้แก่ ปลา กุ้ง ไข่ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง

      ส่วนอาหารที่บำรุงประสาทตา ได้แก่ ผักบุ้ง ฟักทอง ตับ ไข่ไก่ นม ผัก มะเขือเทศ ปวยเล้ง

       นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงร่างกายแล้ว สิ่งที่เราควรทำอีกอย่างหนึ่งคือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ นาน ๆ และควรดื่มน้ำมาก ๆ เมื่อเป็นสาวไอที เต็มรูปแบบแล้ว ก็ควรดูแลตัวเองด้วยนะคะ


ที่มา....อสมท.

0 ความคิดเห็น:

พุงใหญ่ VS สะโพกบาน แบบไหนอันตรายกว่า?

06:45 eakky 0 Comments

พุงใหญ่ VS สะโพกบาน แบบไหนอันตรายกว่า?

รูปร่าง

       คนเราไม่ว่าจะอ้วน-ผอม ก็มีไขมันสะสมต่างที่กัน สำหรับบางคน ไขมันจะตรงไปสะสมที่ต้นขาและสะโพก ในขณะที่บางคนเป็นพวกเอวหนาขาเล็ก จึงมีการแบ่งรูปร่าง ออกกว้าง ๆ เป็น "ทรงลูกแพร์" คือกลุ่มที่สะโพกใหญ่ กับ "ทรงแอปเปิ้ล" คือกลุ่มที่มีเอวใหญ่
       แน่นอนว่าตาชั่งไม่บอกคุณหรอกว่าไขมันในร่างกายกระจายไปยังส่วนไหนบ้าง การมีน้ำหนักเกินอาจจะทำให้คุณมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ตำแหน่งเฉพาะที่ของไขมันจะมีผลต่อสุขภาพ โดยรวมของคุณหรือเปล่า? แน่นอนมีการศึกษามากมายรวมทั้งที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Occupation Medicine เมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า รูปร่างแบบแอปเปิ้ลจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ และในผู้ชายนั้นยังรวมไปถึงโรคหัวใจอีกด้วย

      สาวแพรหรือสาวแอปเปิ้ล

       หากคุณไม่มั่นใจว่าคุณเป็นสาวรูปร่างแพร์หรือแอปเปิ้ล เรามีวิธีที่จะดูได้ง่าย ๆ คือ

      1.วัดรอบเอว คือระดับสะดือและรอบสะโพกส่วนที่กว้างที่สุด (พยายามวัดกับผิวโดยตรง ไม่ใส่เสื้อผ้า และอย่ารัด) เพื่อความมั่นใจควรวัด 3 ครั้ง
      2.หาอัตราส่วน โดยนำค่าของรอบเอวหารรอบสะโพก

      คุณผู้ชาย หากผลลัพธ์ที่ได้น้อยกว่า 1 คุณเป็นหนุ่มรูปร่างแพร์ แต่ถ้าเท่ากับ 1 หรือมากกว่า คุณมีรูปร่างแบบแอปเปิ้ล
      คุณผู้หญิง หากผลลัพธ์ที่ได้เท่ากับ 0.8 หรือน้อยกว่า คุณมีรูปร่างแบบลูกแพร์ แต่ถ้ามากกว่า 0.8 (สำหรับผู้หญิง) มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีความเสี่ยงกับโรคต่าง ๆ มากขึ้นเท่านั้น


     รู้จักกับไขมัน

       ไขมันมี 2 ชนิดใหญ่ ๆ นั่นคือ Subcutaneous Fat หมายถึงไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง และ Visceral Fat ซึ่งอยู่รอบ ๆ อวัยวะภายในของเรา

     เราสามารถเห็น Subcutaneous Fat ได้ง่าย ๆ เพราะมันเป็นไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานี่เอง แต่กับ Visceral Fat แล้ว เราจะมองไม่เห็นจากข้างนอก มันจะอยู่รอบ ๆ ลำไส้ ไต ตับอ่อน และตับ (บางครั้งอาจจะเข้าไปถึงข้างในตับเสียด้วยซ้ำ) เราทุกคนมีไขมันชนิดนี้ เพราะมันช่วยปกป้องอวัยวะภายในจากการกระแทก และช่วยสงวนความร้อนในร่างกาย แต่ในทางกลับกัน การมีไขมันชนิดนี้มากเกินไป ก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากมาย

      หลายคนคิดว่า ไขมันของเราเหมือนไขมันที่เห็นเวลากินสเต็ก แต่ความจริงคือ มันเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต เป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงาน และสร้างฮอร์โมนไปด้วยพร้อม ๆ กัน ไขมันเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะมันช่วยเก็บสะสมพลังงานของเราเอาไว้ และช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายโดยการให้ และรับสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง

        ในขณะที่ไขมันใต้ผิวหนังอาจจะน่ารำคาญ แต่ก็มักจะไม่มีอันตราย ในคนรูปร่างแพร์หรือมีไขมันสะสมที่สะโพก ต้นขา ไขมันเหล่านี้จะช่วยปกป้องเราจากโรค แม้เราจะลดมันเหล่านี้ได้ยากก็ตาม แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการศึกษาว่า ทำไมไขมันเหล่านี้ จึงปกป้องเราได้ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า มันช่วยส่งพลังงานเฉพาะเวลาที่เราตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือว่าหิวจัดเท่านั้น

      ตรงกันข้าม การมีไขมัน Visceral Fat ส่วนเกินก็อาจจะเป็นอันตรายได้ เพราะมันจะลดการตอบสนองต่ออินซูลินของเรา เพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นเบาหวาน เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดคอเลสเตอรอล "ดี" หรือ HDL ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายมากขึ้น และเพิ่มความดันโลหิต ทั้งหมดนี้จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ และมันยังปล่อยกรดไขมันอิสระเข้าไปในกระแสเลือด จึงทำให้โอกาสเป็นทั้งสองโรคที่กล่าวมาแล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก

      ไขมันใต้เอวก็ยังต้องใส่ใจนะ

       เพราะเซลล์ไขมันทั่วร่างกายนั้นจะตอบสนองกับอินซูลิน หากไขมันนั้นสะสมที่ไหนก็ตาม ซึ่งการมีอินซูลินมากเกินไปก็อาจจะเป็นสาเหตุ และเมื่อเวลาผ่านไปภาวะต้านอินซูลินก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ ทำให้คนที่มีไขมันสะสมใต้เอวเริ่มลงพุง และก็จะประสบกับปัญหาสุขภาพเหมือนกับคนที่มีรูปร่างแบบแอปเปิ้ลได้เหมือนกัน

      อ้วนลงพุง ลดได้ถ้าคุณพยายาม

      พญ.อยุทธินี สิงหโกวินท์ แพทย์หัวหน้าศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ ร.พ.พญาไท 2

     พุงใหญ่อันตรายกว่าสะโพกบานอย่างไร

      แน่นอนว่าคนอ้วนส่วนใหญ่มักจะอ้วนทั้งตัว โดยมีไขมันตาม ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง แต่ตำแหน่งพวกนี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรค เขาพบว่าในคนที่มีไขมันอยู่ในท้องหรือ Visceral Fat มาก ๆ จะสัมพันธ์กับอัตราการตายหรืออัตราการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่ตำแหน่งอื่น เพราะฉะนั้นในคนที่กินแล้วไม่ได้ออกกำลัง นั่ง นอน หรือดื่มเหล้า คนพวกนี้จะอ้วนลงพุง เราพบว่าในคนที่อ้วนทั้งตัว แต่ท้องไม่ได้อ้วนมาก ยังมีอันตราการเกิดโรคหัวใจ หรืออัตราการตายน้อยกว่าคนที่ผอม ๆ แต่อ้วนลงพุงเสียอีกค่ะ

     จะลดไขมันในท้องได้อย่างไร

       ง่ายมากค่ะ การทำกายบริหารช่วยได้ทั้งหมด กินแล้วอย่านั่งหรือนอน กินแล้วต้องออกกำลังบ้างเท่านั้นเอง สิ่งที่เราทราบกันดีอยู่แล้วคือหลีกเลี่ยงอาหารหวาน อาหารทอด หรืออาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง แต่หันมาเน้นพวกผักแทน

     ทรีตเมนต์ต่าง ๆ ลดไขมันส่วนนี้ได้รึเปล่า?

        ไม่ได้ค่ะ เพราะ Visceral Fat อยู่ในท้องและอยู่ติดกับอวัยวะภายในทั้งหลาย ซึ่งเราดูดไม่ได้ และทำทรีตเมนต์ไม่ได้ ตรงข้ามกับไขมันใต้ผิวหนังอย่างปีกแขน ท้องแขน ต้นขา หน้าท้อง พวกนั้นสามารถใช้ทรีตเมนต์ลดเฉพาะบริเวณ หรือการออกกำลังที่เน้นส่วนนั้นโดยเฉพาะเลยก็ได้ค่ะ

ที่มา

http://women.thaiza.com/พุงใหญ่-VS-สะโพกบาน-แบบไหนอันตรายกว่า-/297122/

0 ความคิดเห็น:

เจ็บคอ อย่าซื้อยามากินเอง

06:44 eakky 0 Comments

เจ็บคอ อย่าซื้อยามากินเอง
เป็นหวัด


       โรคหวัดเกิดจาก เชื้อไวรัส แต่ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น พร้อมแนะ วิธีการเบื้องต้นใน แยกแยะระหว่างอาการเจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส กับอาการเจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

      ในช่วงนี้สภาพ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจส่งผลให้ต่อสุขภาพ เจ็บป่วยเป็นหวัด ได้ง่าย โดยจะมีอาการ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ หรืออาจมีไข้ร่วมด้วย และเมื่อมีอาการเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าจะต้องกินยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนควรมีความรู้ก่อนว่าอาการหวัด เจ็บคอ ที่เป็นนั้นมีสาเหตุจากอะไร เนื่องจากส่วนใหญ่ของหวัด เจ็บคอ (ร้อยละ 80) มักเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ มีเพียงส่วนน้อย (ร้อยละ 20) ที่อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ หากประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้ และกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งที่เป็นหวัดเจ็บคอ

      วิธีการเบื้องต้นในการแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย

      หากเป็นหวัด เจ็บคอ จากเชื้อไวรัส มักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ มีเสมหะ เสียงแหบ คันคอ เจ็บคอ หรืออาจมีไข้ร่วมด้วย อาจนาน ประมาณ 7-14 วัน อาการจะมากสุดในช่วงวันที่ 3–5 หลังจากนั้นอาการโดยรวมจะค่อยๆ ดีขึ้น น้ำมูกจะน้อยลง และข้นขึ้นบางทีอาจมีสีออกเหลืองโดยเฉพาะช่วงเช้า แต่อาการไออาจอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ งานวิจัยชี้ชัดว่า ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยให้อาการไอและหวัดหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด การรักษาที่ดีที่สุด คือ การพักผ่อนและดื่มน้ำอุ่น เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส และอาจปรึกษาเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อบรรเทา อาการหวัด ไอ คัดจมูก หรือเจ็บคอ

      อาการเจ็บคอ ที่อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ซึ่งพบน้อย) มักมีอาการอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อนี้ ร่วมกัน คือ (1) ไม่ไอ (2) มีไข้ (3) ต่อมทอนซิลมีจุดขาวหรือเป็นหนอง (4) ต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรโตกดเจ็บ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสำรวจต่อมน้ำเหลืองของตนเองโดยการคลำบริเวณใต้ขากรรไกรเพื่อดูว่าต่อม น้ำเหลืองบริเวณนี้โตหรือกดเจ็บหรือไม่ และสามารถดูต่อมทอนซิลของตนเองโดยการอ้าปากและส่องกระจกดู ที่ต่อมทอนซิลว่ามีจุดขาวหรือเป็นหนองหรือไม่ หากมีอาการ 3 ใน 4 ข้อ หรือมีอาการครบทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

       ก่อนกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งต้องมั่นใจว่าโรคที่เป็นมีสาเหตุจาก เชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะโดยไม่รู้ว่าป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ โดยสอบถามแพทย์หรือ เภสัชกรซ้ำทุกครั้งเพื่อความมั่นใจ และขอเตือนประชาชนอย่าซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง อย่าใช้ยา ปฏิชีวนะ ตามที่ คนอื่นแนะนำ และอย่าแบ่งยาปฏิชีวนะของตนเองให้แก่ผู้อื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจำเป็นต้องใช้ยา ปฏิชีวนะหรือไม่ เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีหลายชนิด เช่น เพนนิซิลลิน อะม็อกซิซิลลิน เตตร้าซัยคลิน อิริทโทร มัยซิน โคทรัยม็อกซาโซล เป็นต้น และแต่ละชนิดใช้กับเชื้อแบคทีเรียต่างกัน และที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าเขาแพ้ยาหรือไม่ หรือมีโรคประจำตัวอะไร
                                         



ที่มา...สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

0 ความคิดเห็น:

เลือกลูกชิ้นปลาให้ไร้สารเรืองแสง

06:41 eakky 0 Comments

เลือกลูกชิ้นปลาให้ไร้สารเรืองแสง
ลูกชิ้นปลา

       ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานลูกชิ้นปลา ควรระวังกันนิดนึงนะคะ จากกรณีพบสารเรืองแสงในลูกชิ้นปลา ควรเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือกันซักหน่อยจะได้อร่อยและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เราด้วยค่ะ


      ส่วนใหญ่เกิดจากการปนเปื้อนของแบคทีเรีย 2กลุ่ม

      กลุ่มซูโดโมแนส (Pseudomonas) มักพบบริเวณส่วนเมือกที่ปกคลุมผิวด้านนอกและด้านในทางเดินอาหารของปลา มีทั้งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายจะเป็นกลุ่มPseudomonas aeruginosa มีเอนไซม์สลายเม็ดเลือดแดง ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบปัสสาวะ โลหิตเป็นพิษ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ การติดเชื้อในแผลน้ำร้อนลวก หรือไฟลวก ตาอักเสบ และหนองฝีต่าง ๆ

      กลุ่มวิปริโอ (Vibrio) พบได้ทั่วไปในธรรมชาติโดยเฉพาะผัก ผลไม้ และอาหาร มีทั้งชนิดที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายเช่นเดียวกัน ซึ่งชนิดที่เป็นอันตรายจะก่อให้เกิดอหิวาตกโรค กระเพาะลำไส้อักเสบ แต่แบคทีเรียชนิดนี้สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน 56 องศาเซลเซียส

       การปนเปื้อนของแบคทีเรียอาจเกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมทำให้เชื้อยังไม่หมด หรือปนเปื้อนระหว่างและหลังการผลิต ทั้งจากการบรรจุ อุปกรณ์การผลิต ผู้ผลิต รวมทั้งการขนส่งและระหว่างรอจำหน่ายหากเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 4 องศาเซลเซียส สามารถทำให้เชื้อแบคทีเรียเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

      ”ผู้บริโภคควรเลือกซื้อลูกชิ้นปลาจากร้านค้าที่เชื่อถือ มีเครื่องหมาย อย. ระบุวัน เดือน ปีหมดอายุ สะอาด มีการจัดเก็บเป็นอย่างดี บรรจุภัณฑ์ควรปิดสนิท ไม่ฉีกขาด หรือกรอบจนเกินไป ลูกชิ้นปลาไม่มีเมือกหรือจุดสี มีสีและกลิ่นตามธรรมชาติ และหลังจากการซื้อควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส ก่อนนำมารับประทานควรนำไปลวกหรือปรุงประกอบด้วยความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง และไม่ควรทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง”







ที่มา...กระทรวงสาธารณสุข

0 ความคิดเห็น:

7 พืชผักที่ดีต่อสุภาพสตรี โดยตรง

06:39 eakky 0 Comments

7 พืชผักที่ดีต่อสุภาพสตรี โดยตรง
ผลไม้

       ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้ประโยชน์ของผลไม้หรือผักว่ามีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่เชื่อไหมว่า ผลไม้บางชนิด มีแร่วิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป

        มีพืชผักผลไม้ อยู่ 7 ชนิด ที่มีผล "โดยตรง" กับสุขภาพ ของ "ผู้หญิง"

       ลูกพรุน : เป็นแหล่งโปแตสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเรานั้นเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิตคือวัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่าง ๆ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจากสีชมพูระเรื่อก็เริ่มซีดโทรม ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุน จะช่วยดูแลเรื่องนี้ ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือด และธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย

      ถั่ว
: อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งมีในถั่วมาก) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ความอยากอาหารจะลดลง แต่ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยุ่มากด้วยจึงไม่เหมือนไฟเบอร์อื่น ๆ ที่ไม่ให้สารอาหารที่มีคุณค่ากับร่างกาย นั่นทำให้ผู้หญิงรุปร่างดีโดยที่ไม่ขาดสารอาหารด้วย

      บรอคโคลี : เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว แถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้

      กล้วย : ในกล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุเลย 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายเริ่มมาเยือนช้า ๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระก็ลดลงอย่างตกใจ ดังนั้นสาว ๆ ควรสนใจรับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยไข่ให้มากขึ้นก็จะยอดมาก!

      ฝรั่ง : เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง ‘คอลลาเจน’ ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่หย่อนยานก่อนวัย

      แอปเปิ้ล : มีสารอาหารที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน" ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดคอเลสเตอรอล ยามใดก็ตามที่หินจนกินช้างหมดตัวได้ กินแอปเปิ้ลสักลูกจะดีกว่ามาก ๆ เลย (จริง ๆ นะ)

      ส้ม : แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติอันอุดม รู้ไหมว่า การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้อิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว




ที่มา...First Magazine

0 ความคิดเห็น:

พลาสติกกับไมโครเวฟ เลือกใช้ให้ปลอดภัย

06:35 eakky 0 Comments

พลาสติกกับไมโครเวฟ เลือกใช้ให้ปลอดภัย



        พลาสติกที่ใช้ทำภาชนะ ถุง หีบห่อบรรจุอาหาร สามารถปล่อยสารพิษ โดยเฉพาะ BPA โดยเฉพาะเมื่อถูกความร้อน เช่น การต้ม นึ่ง นำเข้าไมโครเวฟ ทำให้ให้สารพิษปนเปื้อนอาหาร เมื่อรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

BPA อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ ดังนี้

        มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนของร่างกาย เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ และวัยเด็ก
        มะเร็ง จากการทดลองในสัตว์พบว่า สัตว์ที่ได้รับสาร BPA มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงกว่า
        มีผลต่อการสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท ความทรงจำ การเรียนรู้
        มีผลต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ ทำให้เด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินไป
        เด็กมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน และไฮเปอร์แอคทีฟ
        ก่อให้เกิดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ
        ยิ่งสะสมในร่างกายมากเท่าใด ก็จะยิ่งไปลดศักยภาพการทำงานของร่างกายมากขึ้น
        ที่สำคัญคือ เด็กทารก เมื่อได้รับสาร BPA ก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าในเด็กโต หรือผู้ใหญ่

ทำอย่างไร จึงจะปลอดภัย

       การหลีกเลี่ยงไม่ใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าทำได้ ควรหลีกเลี่ยงและใช้ภาชนะที่เป็นแก้ว หรือสิ่งของธรรมชาติ เช่น ใบตอง แทนได้ก็จะเป็นการดี

       ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับพลาสติก การนำพลาสติกเข้าไมโครเวฟ อาหารแช่แข็งตามร้านสะดวกซื้อ ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง พลาสติกบางชนิด เช่น ขวดน้ำพลาสติกใส ไม่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

       อย่างไรก็ตาม ภาชนะพลาสติกมีหมายเลขสัญลักษณ์รีไซเคิลพลาสติกที่พอจะดูได้ว่า มีความปลอดภัยมาก-น้อยกว่ากันได้  ถ้าพลิกดูที่ก้นของภาชนะพลาสติก จะเห็นตัวเลข ในลูกศรสามเหลี่ยม ภายในมีตัวเลข 1-7



       หมายเลข 1 : โพลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ใช้ทำขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช เป็นต้น
       หมายเลข 2 : พอลิเอธิลีนความหนาแน่นสูง (High Density Polyethylene) ใช้ทำขวดนม ขวดน้ำ และบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด ยาสระผม เป็นต้น
       หมายเลข 3 : พอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride) หรือที่รู้จักกันดีว่า พีวีซี (PVC) ใช้ทำท่อน้ำประปา สายยางใส แผ่นฟิล์มสำหรับห่ออาหาร แผ่นพลาสติกสำหรับทำประตู หน้าต่าง และหนังเทียม เป็นต้น
       หมายเลข 4 : พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (Low Density Polyethylene) เป็นพลาสติกที่มีความนิ่ม เหนียว ยืดตัวได้มาก ใส ทนทาน แต่ไม่ค่อยทนต่อความร้อน ใช้ทำฟิล์มห่ออาหารและห่อของ ถุงใส่ขนมปัง ถุงเย็นสำหรับบรรจุอาหาร เป็นต้น
       หมายเลข 5 : พอลิโพรพิลีน (Polypropylene) เรียกโดยย่อว่า พีพี (PP) เป็นพลาสติกที่มีความ ใส ทนทานต่อความร้อน คงรูป เหนียว และทนแรงกระแทกได้ดี นอกจากนี้ยังทนต่อสารเคมีและน้ำมัน ใช้ทำภาชนะบรรจุอาหาร เช่น กล่อง ชาม จาน ถัง ตะกร้ากระบอกใส่น้ำแช่เย็น ขวดซอส แก้วโยเกิร์ต ขวดบรรจุยา เป็นต้น
       หมายเลข 6 : พลาพอลิสไตรีน (Polystyrene) เป็นพลาสติกที่มีความใส แต่เปราะและแตกง่าย ใช้ทำภาชนะบรรจุของใช้ต่างๆ หรือโฟมใส่อาหาร เป็นต้น
       หมายเลข 7 : พลาสติกเลข 7 นั้นมิได้มีการระบุชื่อจำเพาะ แต่ไม่ใช่พลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่งใน 6 ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น

       พลาสติกที่เชื่อกันว่าปลอดภัย และมีความเสี่ยงต่อการปล่อยสารพิษต่ำ ได้แก่หมายเลข 2, 4 และ 5 ส่วนหมายเลข 1 ซึ่งเป็นขวดบรรจุน้ำดื่มที่เราเรียกกันว่าขวดเพ็ด นั้น จัดเป็นพลาสติกที่ปลอดภัย แต่ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำ เพราะอาจจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้

      ต่อไปจะซื้อภาชนะบรรจุอาหาร ควรพลิกดูที่ก้นภาชนะว่ามีตัวเลข 2 หรือ 4 หรือ 5 หรือไม่ ถ้าไม่มีตัวเลขอะไรเลย จะทำอย่างไร

      ในขณะนี้ จริง ๆ ยังไม่มีใครฟันธงถึงผลเสียของพลาสติกที่มีต่อสุขภาพได้ชัดเจน ยังคงต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบ แต่การตั้งข้อสังเกต และมีผลการวิจัยที่ทำให้ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพของเราได้

       ปลอดภัยที่สุด คือการหลีกเลี่ยงการใช้่ภาชนะที่เป็นพลาสติกให้มากที่สุด หรือไม่ใช้ภาชนะพลาสติกกับความร้อน เป็นดีที่สุด




ที่มา...ทองจุลดอทคอม

0 ความคิดเห็น:

ทดสอบ

06:00 eakky 0 Comments

ทดสอบ ทดสอบ

0 ความคิดเห็น: